อัตราปกติ 5%
ฝั่งลูกจ้างคำนวณจากฐานค่าจ้างที่กฎหมายกำหนด แล้วปัดเศษเงินสมทบตามมาตรา 46 ไม่ใช่นำเงินเดือนทั้งหมดมาคูณ 5% แล้วเก็บเศษสตางค์ไว้เสมอ
เครื่องมือสำหรับคนทำงาน
กรอกค่าจ้างต่อเดือน แล้วดูเงินสมทบฝั่งลูกจ้างตามเกณฑ์ทั่วไปที่ใช้ในปี 2569–2571
V1 รองรับผู้ประกันตนมาตรา 33 ฝั่งลูกจ้างตามเกณฑ์ทั่วไป
เกณฑ์ทั่วไป ม.33 ฝั่งลูกจ้าง: 5% ของฐานค่าจ้าง และปัดเศษเงินสมทบเป็นบาทเต็มตามกฎหมาย
สำคัญ: ผลลัพธ์เป็นการคำนวณเบื้องต้นตามเกณฑ์ที่เครื่องมือนี้อ้างอิง กรณีเริ่มหรือสิ้นสุดงานกลางเดือน การลดเงินสมทบเฉพาะพื้นที่ หรือกรณีพิเศษอื่น ควรตรวจสอบกับสำนักงานประกันสังคม
ฝั่งลูกจ้างคำนวณจากฐานค่าจ้างที่กฎหมายกำหนด แล้วปัดเศษเงินสมทบตามมาตรา 46 ไม่ใช่นำเงินเดือนทั้งหมดมาคูณ 5% แล้วเก็บเศษสตางค์ไว้เสมอ
ฐานขั้นต่ำ 1,650 บาท และฐานสูงสุด 17,500 บาท ทำให้เงินสมทบฝั่งลูกจ้างสูงสุด 875 บาทต่อเดือน
เพดาน 17,500 บาทใช้ถึง 31 ธันวาคม 2571 ก่อนเข้าสู่ขั้นถัดไปตามกฎกระทรวง
กรอกค่าจ้างต่อเดือน เช่น 12,000 หรือ 18,000 บาท
ระบบจะเลือกฐานที่ใช้คำนวณให้อยู่ระหว่าง 1,650–17,500 บาท
เห็นเงินสมทบฝั่งลูกจ้างและเงินที่เหลือหลังหักประกันสังคมรายการนี้เพียงอย่างเดียว
ถ้าค่าจ้างที่กรอกต่ำกว่า 1,650 บาท เครื่องมือ V1 จะใช้ 1,650 บาทเป็นฐานตามเกณฑ์ทั่วไป และแจ้งให้เห็นชัดในผลลัพธ์
ถ้าค่าจ้างอยู่ระหว่าง 1,650–17,500 บาท จะใช้ค่าจ้างที่กรอกเป็นฐานคำนวณ
ถ้าค่าจ้างเกิน 17,500 บาท จะใช้ฐานสูงสุด 17,500 บาท จึงหักฝั่งลูกจ้างไม่เกิน 875 บาทต่อเดือนตามเกณฑ์นี้
1,650 × 5% = 82.50 บาท และตามกฎการปัดเศษตั้งแต่ 50 สตางค์ขึ้นไปให้นับเป็น 1 บาท จึงเป็นเงินสมทบ 83 บาท
ฐาน 12,000 × 5% = เงินสมทบ 600 บาท เหลือ 11,400 บาทหลังหักประกันสังคมอย่างเดียว
17,500 × 5% = 875 บาท ซึ่งเป็นเงินสมทบสูงสุดต่อเดือนในช่วงปี 2569–2571
ใช้ฐานสูงสุด 17,500 บาท จึงคิด 875 บาท ไม่ใช่ 5% ของ 25,000 บาททั้งหมด
ฐาน = ค่าจ้าง แต่ไม่น้อยกว่า 1,650 และไม่เกิน 17,500 บาทเงินสมทบดิบ = ฐาน × 5%จากนั้นปัดเศษตามมาตรา 46: ตั้งแต่ 50 สตางค์ขึ้นไปให้นับเป็น 1 บาท ถ้าน้อยกว่า 50 สตางค์ให้ปัดทิ้ง
เงินเหลือ = ค่าจ้างที่กรอก − เงินสมทบยอดเงินเหลือยังไม่หักภาษี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หนี้ หรือรายการอื่นของบริษัท
การเริ่มหรือสิ้นสุดงานกลางเดือน การหยุดงานบางกรณี หรือมาตรการลดเงินสมทบเฉพาะพื้นที่อาจต้องใช้วิธีคิดต่างจาก V1
เพดานค่าจ้างถูกกำหนดให้ปรับเป็นขั้นในอนาคต หน้านี้ระบุช่วงวันที่ของเกณฑ์ที่ใช้เพื่อให้ตรวจสอบได้
สำหรับเกณฑ์ปี 2569–2571 เครื่องมือนี้ใช้เพดานฐาน 17,500 บาท จึงได้ 875 บาทต่อเดือน
เพราะ 1,650 × 5% ได้ 82.50 บาท และมาตรา 46 กำหนดว่าเศษตั้งแต่ 50 สตางค์ขึ้นไปให้นับเป็น 1 บาท จึงปัดเป็น 83 บาท
เพราะกฎหมายกำหนดฐานค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงสำหรับใช้คำนวณเงินสมทบ ม.33
มาตรการที่ตรวจพบสำหรับพื้นที่ภัยพิบัติ 9 จังหวัดภาคใต้เป็นช่วงธันวาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 เท่านั้น V1 จึงใช้อัตราปกติ 5% สำหรับช่วงปัจจุบัน
นำเงินสมทบที่จ่ายจริงไปใช้ประกอบการประมาณภาษีเงินเดือนทั้งปีและค่าลดหย่อนอื่น
ไปยังเครื่องคำนวณภาษีประมาณค่าล่วงเวลาสำหรับพนักงานรายเดือน
เปิดคำนวณ OTใช้ตรวจเปอร์เซ็นต์ของจำนวนหรือการเปลี่ยนแปลง
เปิดคำนวณเปอร์เซ็นต์หาจำนวนชั่วโมงและนาทีระหว่างเวลาเริ่มกับเวลาสิ้นสุด
เปิดคำนวณระยะเวลา