THAI SOLVE
คำนวณทันทีในเครื่องคุณ
← กลับหน้าแรก

เครื่องมือสำหรับคนทำงาน

คำนวณประกันสังคม ม.33

กรอกค่าจ้างต่อเดือน แล้วดูเงินสมทบฝั่งลูกจ้างตามเกณฑ์ทั่วไปที่ใช้ในปี 2569–2571

กรอกค่าจ้างต่อเดือน

V1 รองรับผู้ประกันตนมาตรา 33 ฝั่งลูกจ้างตามเกณฑ์ทั่วไป

ผลการคำนวณ

เกณฑ์ทั่วไป ม.33 ฝั่งลูกจ้าง: 5% ของฐานค่าจ้าง และปัดเศษเงินสมทบเป็นบาทเต็มตามกฎหมาย

กรอกค่าจ้างแล้วกด “คำนวณประกันสังคม”

สำคัญ: ผลลัพธ์เป็นการคำนวณเบื้องต้นตามเกณฑ์ที่เครื่องมือนี้อ้างอิง กรณีเริ่มหรือสิ้นสุดงานกลางเดือน การลดเงินสมทบเฉพาะพื้นที่ หรือกรณีพิเศษอื่น ควรตรวจสอบกับสำนักงานประกันสังคม

ม.33 หักอย่างไร

อัตราปกติ 5%

ฝั่งลูกจ้างคำนวณจากฐานค่าจ้างที่กฎหมายกำหนด แล้วปัดเศษเงินสมทบตามมาตรา 46 ไม่ใช่นำเงินเดือนทั้งหมดมาคูณ 5% แล้วเก็บเศษสตางค์ไว้เสมอ

ฐานปี 2569–2571

ฐานขั้นต่ำ 1,650 บาท และฐานสูงสุด 17,500 บาท ทำให้เงินสมทบฝั่งลูกจ้างสูงสุด 875 บาทต่อเดือน

มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569

เพดาน 17,500 บาทใช้ถึง 31 ธันวาคม 2571 ก่อนเข้าสู่ขั้นถัดไปตามกฎกระทรวง

วิธีใช้

1. ใส่ค่าจ้าง

กรอกค่าจ้างต่อเดือน เช่น 12,000 หรือ 18,000 บาท

2. กดคำนวณ

ระบบจะเลือกฐานที่ใช้คำนวณให้อยู่ระหว่าง 1,650–17,500 บาท

3. ดูยอดหัก

เห็นเงินสมทบฝั่งลูกจ้างและเงินที่เหลือหลังหักประกันสังคมรายการนี้เพียงอย่างเดียว

ฐานค่าจ้างคืออะไร

ต่ำกว่าฐานขั้นต่ำ

ถ้าค่าจ้างที่กรอกต่ำกว่า 1,650 บาท เครื่องมือ V1 จะใช้ 1,650 บาทเป็นฐานตามเกณฑ์ทั่วไป และแจ้งให้เห็นชัดในผลลัพธ์

อยู่ในช่วงฐาน

ถ้าค่าจ้างอยู่ระหว่าง 1,650–17,500 บาท จะใช้ค่าจ้างที่กรอกเป็นฐานคำนวณ

สูงกว่าเพดาน

ถ้าค่าจ้างเกิน 17,500 บาท จะใช้ฐานสูงสุด 17,500 บาท จึงหักฝั่งลูกจ้างไม่เกิน 875 บาทต่อเดือนตามเกณฑ์นี้

ตัวอย่างจริง

ค่าจ้าง 1,650 บาท

1,650 × 5% = 82.50 บาท และตามกฎการปัดเศษตั้งแต่ 50 สตางค์ขึ้นไปให้นับเป็น 1 บาท จึงเป็นเงินสมทบ 83 บาท

ค่าจ้าง 12,000 บาท

ฐาน 12,000 × 5% = เงินสมทบ 600 บาท เหลือ 11,400 บาทหลังหักประกันสังคมอย่างเดียว

ค่าจ้าง 17,500 บาท

17,500 × 5% = 875 บาท ซึ่งเป็นเงินสมทบสูงสุดต่อเดือนในช่วงปี 2569–2571

ค่าจ้าง 25,000 บาท

ใช้ฐานสูงสุด 17,500 บาท จึงคิด 875 บาท ไม่ใช่ 5% ของ 25,000 บาททั้งหมด

สูตรที่เครื่องมือใช้

เลือกฐาน

ฐาน = ค่าจ้าง แต่ไม่น้อยกว่า 1,650 และไม่เกิน 17,500 บาท

เงินสมทบลูกจ้าง

เงินสมทบดิบ = ฐาน × 5%

จากนั้นปัดเศษตามมาตรา 46: ตั้งแต่ 50 สตางค์ขึ้นไปให้นับเป็น 1 บาท ถ้าน้อยกว่า 50 สตางค์ให้ปัดทิ้ง

เงินเหลือ

เงินเหลือ = ค่าจ้างที่กรอก − เงินสมทบ

ข้อจำกัด

ไม่ใช่สลิปเงินเดือนสุทธิ

ยอดเงินเหลือยังไม่หักภาษี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หนี้ หรือรายการอื่นของบริษัท

ไม่ครอบคลุมกรณีพิเศษ

การเริ่มหรือสิ้นสุดงานกลางเดือน การหยุดงานบางกรณี หรือมาตรการลดเงินสมทบเฉพาะพื้นที่อาจต้องใช้วิธีคิดต่างจาก V1

เกณฑ์เปลี่ยนตามเวลา

เพดานค่าจ้างถูกกำหนดให้ปรับเป็นขั้นในอนาคต หน้านี้ระบุช่วงวันที่ของเกณฑ์ที่ใช้เพื่อให้ตรวจสอบได้

คำถามที่พบบ่อย

เงินเดือน 20,000 หักประกันสังคมเท่าไร

สำหรับเกณฑ์ปี 2569–2571 เครื่องมือนี้ใช้เพดานฐาน 17,500 บาท จึงได้ 875 บาทต่อเดือน

ทำไมฐาน 1,650 บาทหัก 83 บาท

เพราะ 1,650 × 5% ได้ 82.50 บาท และมาตรา 46 กำหนดว่าเศษตั้งแต่ 50 สตางค์ขึ้นไปให้นับเป็น 1 บาท จึงปัดเป็น 83 บาท

ทำไมไม่เอาเงินเดือนทั้งหมดคูณ 5%

เพราะกฎหมายกำหนดฐานค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงสำหรับใช้คำนวณเงินสมทบ ม.33

มาตรการลดเหลือ 3% ยังใช้ไหม

มาตรการที่ตรวจพบสำหรับพื้นที่ภัยพิบัติ 9 จังหวัดภาคใต้เป็นช่วงธันวาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 เท่านั้น V1 จึงใช้อัตราปกติ 5% สำหรับช่วงปัจจุบัน

แหล่งข้อมูลทางการที่ใช้ตรวจสอบ

คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

นำเงินสมทบที่จ่ายจริงไปใช้ประกอบการประมาณภาษีเงินเดือนทั้งปีและค่าลดหย่อนอื่น

ไปยังเครื่องคำนวณภาษี

คำนวณ OT

ประมาณค่าล่วงเวลาสำหรับพนักงานรายเดือน

เปิดคำนวณ OT